www.uscrithailand.org
 


 


 
 

 

 

หนังสือข่าวรายเดือน องค์การยูเอสซีอาร์ไอ ฉบับเดือนสิงหาคม 2550
(ดาวโหลด pdf ไฟล์
)

1. แจ้งให้ทราบถึงผู้อำนวยการประจำประเทศไทยคนใหม่
2. องค์การยูเอสซีอาร์ไอร่วมกับมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญในการจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์
3. บทความที่น่าสนใจ:
นิธิ เอียวศรีวงศ์กับทัศนะเรื่องผู้ลี้ภัย ในบทความคนไทยที่น่าชัง
ธุรกิจเต้น ไทยประสบปัญหาขาดแคลนแรงงาน
4. สารจาก เมอร์ริล สมิธ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์และวางแผนกิจการต่างประเทศ องค์การยูเอสซีอาร์ไอ วอชิงตันดี ซี
5. รายนามผู้ลงนามสนับสนุนถ้อยแถลงเรียกร้องให้ยุติการกักเก็บผู้ลี้ภัยประจำเดือนสิงหาคม
- - - - - - - - -
1. ดาเรศ ชูศรี ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยคนใหม่ องค์การยูเอสซีอาร์

องค์การยูเอสซีอาร์ไอมีความยินดีที่จะแจ้งให้ท่านทราบว่าคุณดาเรศ ชูศรี เป็นผู้อำนวยการองค์การยูเอสซีอาร์ไอประจำประเทศไทย คุณ ดาเรศ ชูศรีเคยมีประสบการณ์ด้านการช่วยเหลือและเรียกร้องสิทธิแก่ผู้ลี้ภัย ผู้อพยพ และกลุ่มเปราะบางอื่นๆ มากมาย ดังนี้
-               ปลายทศวรรษที่ 80 ถึงต้นทศวรรษที่ 90 ทำงานร่วมกับองค์การแคร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (Care International)  และคณะกรรมการกาชาดสากล (The International Committee of the Red Cross-ICRC) ปฏิบัติงานในค่ายผู้ลี้ภัยชาวเขมรที่อรัญประเทศ
-               ปีพ.ศ. 2537 ถึง 2544 ทำงานเป็นผู้ประสานงานที่คณะกรรมการองค์กรพัฒนาเอกชนด้านเอดส์ (Thai NGO Coalition on AIDS) และเป็นตัวแทนขององค์กรไปเข้าร่วมงานประชุมวิชาการเรื่องธรรมาภิบาลเพื่อสร้างภาคีความร่วมมือระหว่างรัฐ องค์กรพัฒนาเอกชน และภาคธุรกิจ (Governance Innovations Building a Governance-Citizen-Business Partnership) ในกรุงมะนิลา และได้รับทุนไอเซนอาวร์ไปศึกษาดูงานภาครัฐและองค์กรพัฒนาเอกชนในการป้องกันและต่อสู้กับโรคเอดส์ในรัฐต่างๆ ในประเทศสหรัฐอเมริกา
-               ทำงานด้านที่ปรึกษาให้แก่หน่วยงานหลายแห่ง เช่น องค์การการย้ายถิ่นฐานสากล (IOM) มูลนิธิรักษ์ไทย ซึ่งเธอได้ทำการศึกษาการสร้างความเข้าใจและการตอบสนองด้านเอดส์ในหมู่แรงงานต่างด้าว  มูลนิธิศุภนิมิต ศูนย์สิทธิมนุษยชนของมหาวิทยาลัยยูซีเบิร์กเลย์ ซึ่งเธอได้เขียนหนังสือร่วมกับศาสตราจารย์อีริค สโตเวอร์ เรื่อง “ภายหลังวิกฤติคลื่นยักษ์: สิทธิมนุษยชนและประชากรผู้มีความเสี่ยง” ตีพิมพ์ในปี 2548  เป็นที่ปรึกษาให้กับมูลนิธิดวงประทีป และได้ทำหน้าที่เป็นกรรมการในคณะกรรมการสนับสนุนและพัฒนานโยบายสังคม (SE Asia Committee for Advocacy)
-               ในปี 2548 และ 2549 ทำหน้าที่เป็นผู้ประเมินในทีมจากวิทยาลัยสาธารณสุขศาสตร์จุฬาลงกรณ์ในโครงการการขยายการบริการด้านอนามัยเจริญพันธุ์ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากภัยสึนามิ ได้รับทุนสนับสนุนโดยยูเอ็นเอฟพีเอ (UNFPA)  โดยเป็นโครงการที่เติมเต็มความต้องการของแรงงานต่างด้าวผู้ติดตาม รวมถึงคนไทยท้องถิ่นที่ได้รับผลกระทบจากภัยสึนามิ

-               ร่วมกับอาจารย์ ดร. สุภางค์ จันทวานิช และดร. ยงยุทธ แฉล้มวงศ์ ในการเขียนหลักสูตรฝึกอบรมสร้างความรู้ความเข้าใจในหมู่ข้าราชการกระทรวงแรงงานและกระทรวงศึกษาธิการ และองค์กรพัฒนาเอกชนท้องถิ่นในเรื่องสิทธิและหน้าที่ของแรงงานแรงงานต่างด้าว  โดยได้รับความร่วมมือจากกระทรวงแรงงาน องค์การการย้ายถิ่นฐานสากล (IOM) และสำนักงานสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (National Human Rights Commission)

2. องค์การยูเอสซีอาร์ไอร่วมกับ ภาควิชาโฆษณาและสื่อสารมวลชน มหาวิทยา ลัยอัสสัมชัญในการจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์

องค์การยูเอสซีอาร์ไอมีจุดมุ่งหมายที่จะสร้างความรับรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับผู้ลี้ภัยและสถานการณ์ความยากลำบากของพวกเขาในหมู่คนไทย และร่วมมือกับประชาสังคมไทยในการสร้างความเข้าใจในหมู่คนไทยด้วยกัน เพราะเราเชื่อว่าเมื่อคนไทยได้รับรู้ถึงความยากลำบากของผู้ลี้ภัยแล้ว ก็จะเห็นใจและสนับสนุนให้คนเหล่านี้ได้มีสิทธิต่างๆเช่นสิทธิในการทำงานและเสรีภาพในการเดินทาง เพื่อให้พวกเขาได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น   

ด้วยเหตุนี้ องค์การยูเอสซีอาร์ไอจึงได้ร่วมมือกับคณาจารย์จากภาควิชาโฆษณาและสื่อสารมวลชน  มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ส่งเสริมให้นักศึกษาจัดทำสื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ อันเป็นการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับปัญหาผู้ลี้ภัย ผลงานของนักศึกษาจะถูกคัดสรรโดยคณาจารย์ และบริษัทที่ปรึกษาโฆษณาที่มีชื่อเสียง ร่วมกับองค์การยูเอสซีอาร์ไอ เพื่อนำไปใช้เผยแพร่รณรงค์เพื่อสร้างความเข้าใจแก่คนไทยในเรื่องสิทธิและการยุติการกักเก็บผู้ลี้ภัยต่อไป

 

 

 3. บทความที่น่าสนใจ
นิธิ เอียวศรีวงศ์กับทัศนะเรื่องผู้ลี้ภัย ในบทความคนไทยที่น่าชัง

แฟนๆหนังสือพิมพ์มติชนรายสัปดาห์ คงไม่มีใครไม่รู้จักอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ อาจารย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นักเขียนและนักวิชาการ ท่านได้แสดงทัศนะเกี่ยวกับปัญหาผู้ลี้ภัยในประเทศไทยได้อย่างน่าสนใจ ดังนี้
“ในช่วงระยะเวลาซึ่งเราก็รู้อยู่แล้วว่ายาวนาน ซึ่งผู้อพยพต้องพำนักอยู่ในประเทศไทย ต้องมีประตูที่เปิดให้เขาได้ใช้แรงงานและความรู้ความสามารถของเขา เพื่อแลกเปลี่ยนกับค่าจ้างที่เป็นธรรมบ้าง เราจำเป็นต้องพัฒนากลไกราชการ ที่สามารถติดตามการออกมาหากินภายนอกได้อย่างเป็นระบบ (และไม่ต้องถูกรีดไถ) ความสามารถในการเลี้ยงดูตนเองได้เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เฉพาะงานในภาคที่ขาดแคลนเพียงอย่างเดียว (แม้จำกัดการเดินทางไว้เฉพาะจังหวัดหรือภาค) ก็จะช่วยให้ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้อพยพดีขึ้นมากแล้ว ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ ผู้อพยพจะได้พบกับคนไทยจริงๆ ซึ่งจำนวนไม่น้อยเป็นคนน่ารักกว่ารัฐบาลไทยเป็นอันมาก และนี่คือสายสัมพันธ์กับสังคมไทยที่เขาจะตรึงตราตลอดไป ไม่ว่าเขาจะได้กลับบ้านหรือไม่ก็ตาม ไหนจะด้านการศึกษาซึ่งเด็กๆ ลูกหลานผู้อพยพควรมีโอกาสบ้าง ไม่ว่าเขาจะเป็นพลเมืองของประเทศอะไรในอนาคต การศึกษาไทยจะเป็นประโยชน์ต่อเขาทั้งนั้น และเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยอย่างมหาศาลด้วย เพียงแค่มีคนกว่าสิบล้านคนในประเทศเพื่อนบ้านอ่านหนังสือไทยออก เราจะอยู่ในภูมิภาคนี้อย่างสุขใจมากขึ้นเพียงใด ผมขอไม่พูดถึงชะตากรรมของแรงงานอพยพอีกเป็นล้านที่ต้องเผชิญอยู่ในเวลานี้ เพราะคนอ่านหนังสือพิมพ์ที่ยังมีใจเป็นมนุษย์อยู่บ้างก็คง "รู้สึก" ได้เหมือนกัน ไหนจะนายทุนที่เอาเปรียบแรงงานเขาอย่างทารุณ รวมทั้งอาศัยความ "ผิดกฎหมาย"ของเขา เพื่อโกงค่าจ้างอย่างหน้าด้านๆ ไหนจะเจ้าหน้าที่บ้านเมืองที่คอยแต่จะรีดไถ หรือละเมิดทางเพศแก่เขา ไหนจะนายหน้าซึ่งเอาเปรียบคนหิวอย่างไร้มนุษยธรรม ฯลฯคนไทยซึ่งเคยได้ชื่อว่าโอบอ้อมอารี กลายเป็นคนซื่อบื้อที่จำนนต่อนโยบายไร้มนุษยธรรมเช่นนี้ได้อย่างไร หรือคำว่า "คนไทยใจดี" ยังเหลืออยู่เพียงแค่ในโฆษณาขายเบียร์เท่านั้น ผมคิดว่าคุณลักษณะของคนไทยที่เปลี่ยนไปนี้เกิดขึ้นจาก นโยบายต่อผู้อพยพและต่อสังคมไทยทั้งหมดนั้นถูกครอบงำด้วยแนวคิดเกี่ยวกับความมั่นคง คนในฝ่ายที่เรียกกันว่า "ความมั่นคง" ในเมืองไทยนั้น มองอะไรไม่ได้ไกลเกินกว่าปลายจมูก หรือไกลกว่านั้นก็ไม่เกิน ขี้มูกของตัว (ไม่เชื่อก็ลองอ่านหนังสือที่คนเหล่านี้ ซึ่งดำรงตำแหน่งทั้งอดีตและปัจจุบันเขียนดูบ้าง ก็จะเห็นเอง)  จึงมอง ไม่เห็นว่าสภาพการณ์ทั้งหลายที่เราเห็นในปัจจุบันนี้นั้น ล้วนไม่คงที่ ย่อมแปรเปลี่ยนไปตามความไม่เที่ยงแท้แน่นอนของโลก ประโยชน์เฉพาะหน้าของไทยในปัจจุบันนี้ก็มีซึ่งต้องดูแลรักษา แต่ประโยชน์ในอนาคตก็มีที่ต้องสร้างเสริมเอาไว้ จำเป็นต้องหาดุลยภาพที่เหมาะสม สำหรับประนีประนอมผลประโยชน์ทั้งสองด้านนี้เข้าหากันไม่เคยมีโอกาสครั้งไหน ที่เราจะสามารถสร้างมิตรให้แก่ประเทศของเราได้เท่าครั้งนี้ มีคนกว่าสิบล้าน และอาจจะมากกว่านี้อีก เพราะต้องเวียนเข้าเวียนออกประเทศไทย ถ้าเราทำให้คนเหล่านี้มีความประทับใจทางดีแก่ประเทศของเรา ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในภูมิภาคนี้ เรามีฐานของมิตรภาพที่กระจายอยู่ในหมู่ประชาชนเพื่อนบ้านอย่างเป็นกอบเป็นกำ จะหาอะไรที่เป็นฐานให้แก่ความมั่นคงได้ดียิ่งไปกว่านี้อีกเล่าเราจะรื้อฟื้นคุณสมบัติที่ดีของเรากลับคืนมาได้อย่างไร ผมคิดว่าสังคมไทยไม่ควรวางเฉยให้คนสายตาสั้นวางนโยบายความมั่นคงตามใจชอบ ความมั่นคงไม่ใช่ความรู้เฉพาะด้านสำหรับให้ผู้ชำนัญการกำหนดฝ่ายเดียว แต่มีมิติที่กำหนดตัวเราและความสัมพันธ์ที่เราพึงมีกับคนอื่นด้วย เราเป็นใครและพึงมีบทบาทในโลกนี้อย่างไรเป็นสิ่งที่เราต้องนิยามเอง ไม่ปล่อยให้คนที่อ้างตัวเองว่าเป็นผู้ชำนัญการนิยามฝ่ายเดียวเราหยุดเป็น "คนไทยผู้น่าชัง" ได้ ถ้าเราแย่งสิทธิการนิยามตนเองกลับคืนมาจากฝ่ายความมั่นคง” นิธิ เอียวศรีวงศ์ 
(คลิกที่นี่เพื่ออ่านบทความเต็มของนิธิ เอียวศรีวงศ์ “คนไทยผู้น่าชัง”) http://www.midnightuniv.org/midnight2545/document9565.html

ธุรกิจเต้น ไทยประสบปัญหาขาดแคลนแรงงาน

ในบทความ “กระทรวงแรงงานเตรียมเสนอที่ประชุมคณะกรรมการบริหารแรงงานต่างด้าว ตั้งอนุกรรมการเฉพาะกิจ แก้ไขปัญหาขาดแคลนแรงงานต่างด้าว” สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์ , กรุงเทพธุรกิจ 31/08/2550

“นายมนูญ ปุญญกริยากร อธิบดีกรมการจัดหางาน ได้รับแจ้งจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หอการค้า สมาคมประมง และชมรมผู้ประกอบการกว่า 16 แห่งทั่วประเทศว่ากำลังประสบกับปัญหาขาดแคลนแรงงานต่างด้าวสัญชาติพม่า ลาว กัมพูชาจำนวนมาก โดยจากการสำรวจของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ(TDRI) พบว่าปีนี้มีความต้องการแรงงานต่างด้าวอีกเกือบสี่แสนคน ส่วนใหญ่เป็นอาชีพเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ ประมง และอีก 5 ปีข้างหน้าต้องการอีก 500,000 คน จึงเตรียมเสนอในที่ประชุมคณะกรรมการบริหารแรงงานต่างด้าว ที่มีนายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเพื่อแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อศึกษาพิจารณากลั่นกรองข้อมูลจากผลการศึกษาวิจัย มาปรับใช้ในการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองสัญชาติพม่า ลาว กัมพูชา และแก้ปัญหาโดยอาจจดทะเบียนขออนุญาตทำงานของแรงงานต่างด้าวใหม่ เฉพาะอุตสาหกรรมที่ขาดแคลน หรืออาจนำเข้าอย่างถูกต้องตามกฎหมายต่อไป สำหรับแนวทางการแก้ไขปัญหานี้ จะมีการประชุมกันอีกครั้งในที่ประชุม กบร.คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในสิ้นเดือนกันยายนนี้” http://thainews.prd.go.th/previewnews.php?m_newsid=255008310023&tb=NEWS

4. สารจาก เมอร์ริล สมิธ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์และวางแผนกิจการต่างประเทศ องค์การยูเอสซีอาร์ไอ วอชิงตันดี ซี ถึงบทบาทของกลุ่มความร่วมมือภาคธุรกิจ แรงงาน และศาสนา เพื่อยุติการกักเก็บผู้ลี้ภัยในประเทศไทย

 


เรียนท่านทั้งหลาย

ข้าพเจ้าอยากแจ้งให้ท่านทราบว่า ท่านสามารถร่วมสนับสนุนการยุติการกักเก็บผู้ลี้ภัยได้ง่ายๆ โดยการลงนามรับรองถ้อยแถลงเรียกร้องการยุติการกักเก็บผู้ลี้ภัย ภัย (ดาวน์โหลดถ้อยแถลงได้ที่นี่)และหากท่านต้องการช่วยเหลือผู้ลี้ภัยมากขึ้น ท่านก็สามารถทำได้ดังนี้
1)            พบปะพูดคุยกับผู้นำภาคธุรกิจ แรงงานและศาสนาท่านอื่นๆ เพื่อบอกกล่าวให้พวกเขาทราบถึงการรณรงค์ของเรา และเรียกร้องให้พวกเขาร่วมลงนามสนับสนุนท้ายถ้อยแถลง และ/หรือ ส่งเสริมสนับสนุนให้พวกเขาจัดทำกิจกรรมต่างๆเพื่อรณรงค์ยุติการกักเก็บผู้ลี้ภัย
2)            พบปะกับนักหนังสือพิมพ์ที่ท่านรู้จักเล่าให้พวกเขาทราบถึงการรณรงค์และส่งเสริมให้พวกเขาเขียนบทความเพื่อการรณรงค์
3)            พบปะพูดคุยกับเจ้าหน้าที่รัฐบาล แจ้งให้พวกเขาทราบเกี่ยวกับการรณรงค์และอาจชักชวนให้พวกเขาเห็นด้วยและทำการเปลี่ยนแปลงในแนวทางที่ดีขึ้น            
4)            เขียนจดหมายแสดงความคิดเห็นถึงบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ หรือเขียนบทความเพื่อส่งไปลงหนังสือพิมพ์หลายๆฉบับ และ/หรือ
5)            โทรเข้าไปในรายการวิทยุ และรายการโทรทัศน์ เพื่อยกประเด็นสนับสนุนการยุติการกักเก็บผู้ลี้ภัย ให้ผู้ลี้ภัยได้ทำงานและมีเสรีภาพ ขึ้นพูด

ข้าพเจ้ามั่นใจว่าท่านอาจมีความคิดในเรื่องการรณรงค์ที่สร้างสรรค์อื่นๆ  ทางเจ้าหน้าที่องค์การยูเอสซีอาร์ไอก็ยินดีให้คำแนะนำ เข้าร่วมในการประชุมหรือการพบปะพูดคุยต่างๆกับท่าน มีส่วนช่วยแนะนำถ้อยคำที่ควรใช้ในจดหมายหรือบทความที่ท่านเขียน หรือร่วมเขียนจดหมาย/บทความดังกล่าว รวมทั้งในกิจกรรมอื่นๆที่ท่านอ่านช่วยเสนอแนะหรือที่เราจะจัดทำขึ้นภายหลัง

เมอร์ริล สมิธ
ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์และวางแผนกิจการต่างประเทศ
องค์การยูเอสซีอาร์ไอ วอชิงตันดี ซี

หากท่านต้องการคำแนะนำหรือต้องการสอบถามเพิ่มเติม กรุณาติดต่อที่ องค์การยูเอสซีอาร์ไอ บ้านเซเวียร์ 43 ถนนพหลโยธิน ซอยราชวิถี 12 เขตพญาไท กรุงเทพฯ โทร. 02-354-9362 แฟกซ์  02-640-9025 หรือทางอีเมล์ dchusri@uscrithailand.org, rpoungpattana@uscrithailand.org หรือ apuangkaew@uscrithailand.org     

5. รายนามผู้ลงนามสนับสนุนถ้อยแถลงเรียกร้องให้ยุติการกักเก็บผู้ลี้ภัยประจำเดือนสิงหาคม

องค์การยูเอสซีอาร์ไอ ได้รับการสนับสนุนจากองค์กรและผู้มีชื่อเสียงทั่วโลก ท่านเหล่านั้นเห็นด้วยว่าเป็นการสูญเปล่าที่เราเก็บกักผู้ลี้ภัยไว้ในค่ายโดยไม่ได้ให้โอกาสในการทำงาน การให้โอกาสผู้ลี้ภัยได้ทำงานจะเป็นผลดีต่อผู้ลี้ภัย และประเทศไทยที่ยังขาดแคลนแรงงาน ในประเทศไทย บุคคลและองค์กรที่ให้การสนับสนุนเพิ่มเติมประจำเดือนสิงหาคม มีรายนามดังต่อไปนี้ 
•              คุณพลพัฒ กรรณสูต บริษัทนวรัตน์พัฒนาการ จำกัด มหาชน (ภาคธุรกิจ)
•              มูลนิธิเพื่อการพัฒนาแรงงานและอาชีพ (ภาคแรงงาน)
•              สหพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (ภาคแรงงาน)
•              สหภาพแรงงานก่อสร้างแห่งประเทศไทย (ภาคแรงงาน)
•              สำนักงานกฎหมายอมร อนุรุทธิกร
•              ศูนย์พัฒนาเยาวชน (Young People Development Centers)
•              Integrate System (Thailand) Co., Ltd. (ภาคธุรกิจ)


ท่านสามารถร่วมสนับสนุนกิจกรรมของเราได้ โดยการลงนามท้ายถ้อยแถลงขอความร่วมมือยุติการกักเก็บผู้ลี้ภัย (ดาวน์โหลดถ้อยแถลงได้ที่นี่)

รุณากรอกข้อมูลชื่อ-ที่อยู่ขององค์กรของท่านในเอกสารแนบ แล้วส่งกลับมาที่  msmith@uscridc.org, rpoungpattana@uscrithailand.org และ apuangkaew@uscrithailand.org

 

 

 

 

 

 
   


องค์การ ยู เอส ซี อาร์ ไอ

บ้านเซเวียร์ 43 ซอยราชวิถี 12
ถนนพหลโยธิน เขตพญาไท
กรุงเทพฯ 10400
โทรศัพท์: 02-354-9362 : 02-640-9025
โทรสาร: 02-640-9025