www.uscrithailand.org
 


 


 
 

 

 

หนังสือข่าวรายเดือน องค์การยูเอสซีอาร์ไอ ฉบับเดือน มกราคม 2551
(ดาวโหลด pdf ไฟล์
)

1. การรณรงค์ผ่านสื่อขององค์การยูเอสซีอาร์ไอ
รายการอุษาคเนย์ เอฟเอ็ม 96.5 สนใจสัมภาษณ์สถานการณ์ผู้ลี้ภัย
สกู๊ปหน้าหนึ่งไทยรัฐลงสารคดีข่าว ทำไมควรให้ผู้ผู้ลี้ภัยทำงาน ใครได้ใครเสีย
2. คุณจะเป็นนักรณรงค์ผ่านสื่อได้อย่างไร?! ทิปส์ดีๆจากพีอาร์มืออาชีพ
3. บทความที่น่าสนใจ:
การส่งกลับผู้ลี้ภัยเป็นการทรยศค่านิยมทางพุทธศาสนา
4. รายนามผู้ลงนามสนับสนุนถ้อยแถลงเรียกร้องให้ยุติการกักเก็บผู้ลี้ภัยประจำเดือนสิงหาคม
- - - - - - - - -
1. การรณรงค์ผ่านสื่อขององค์การยูเอสซีอาร์ไอ

รายการอุษาคเนย์ เอฟเอ็ม
96.5 สนใจสถานการณ์ผู้ลี้ภัย

หลังจากที่องค์การยูเอสซีอาร์ไอมีการออกสื่อโฆษณาทางวิทยุและหนังสือพิมพ์ในช่วงเดือนพฤศจิกายน ทำให้เกิดกระแสความสนใจเกี่ยวกับประเด็นผู้ลี้ภัย และโอกาสในการทำงานของผู้ลี้ภัยในสังคมในวงกว้าง ยูเอสซีอาร์ไอได้รับความสนใจให้ไปสัมภาษณ์ในรายการอุษาคเนย์ซึ่งนำเสนอมุมองด้านต่างๆเศรษฐกิจสังคมการเมืองวัฒนธรรมของ 11 ประเทศ แถบอุษาคเนย์ โดยออกอากาศ ทุกวันอาทิตย์ ทาง 96.5 อสมท. เวลา 14.00-16.00น.ดำเนินรายการโดยคุณธีรภาพโลหิตกุล และกิติมาภรณ์ จิตราทร

ในวันอาทิตย์ที่ 27 มกราคม 2551เวลา 14.10-14.30 และ 14.35-14.45 น. องค์การยูเอสซีอาร์ไอและกลุ่มธรศ.ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการมีรายละเอียด ดังนี้ ช่วงครึ่งแรก คุณสุรพงษ์ กองจันทึก รองประธานอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านชนชาติ ผู้ไร้สัญชาติ แรงงานข้ามชาติ และผู้พลัดถิ่น สภาทนายความและ ที่ปรึกษา กลุ่มความร่วมมือภาคธุรกิจ แรงงานและศาสนาเพื่อสิทธิผู้ลี้ภัย (ธรศ.) ให้สัมภาษณ์ในประเด็นเรื่องสถานการณ์ สภาพความเป็นอยู่ของผู้ลี้ภัย ปัญหา และทางออกหรือแนวทางแก้ไข ช่วงครึ่งหลัง ดาเรศ ชูศรี ผู้อำนวยการ องค์การยูเอสซีอาร์ไอ (องค์การเพื่อผู้ลี้ภัยและผู้อพยพแห่งสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย ให้สัมภาษณ์ในประเด็น ทัศคติของคนไทยต่อผู้ลี้ภัยเป็นอย่างไร เรื่องที่คนไทยควรรู้เพื่อสร้างความเข้าใจ  มุมมองจากประสบการณ์การทำงานกับผู้ลี้ภัย เกี่ยวกับเว็บไซต์ คนไทยใจดี มีวัตถุประสงค์อย่างไร  คนไทยมีส่วนร่วมได้อย่างไร
http://radio.mcot.net/fm965/__programView.php?cliptype=161

สกู๊ปหน้าหนึ่งไทยรัฐลงสารคดีข่าว ให้สิทธิผู้ลี้ภัยทำงาน ดีหรือไม่ใครได้เสีย [24 ม.ค. 51 - 17:08]

ทำไม? ชนกลุ่มน้อยในพม่าจึงพอใจลี้ภัยเข้ามาในประเทศไทย ในงานเสวนาโต๊ะกลมเรื่อง ผู้ลี้ภัยกับโอกาสในการทำงาน เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2550 ณ โรงแรมเอเชีย วิเชียร เจษฎากานต์ เจ้าของฟาร์มเลี้ยงสุกร ผู้คลุกคลีอยู่กับแรงงานต่างด้าว และยังเป็นรองประธานมูลนิธิกระต่ายในดวงจันทร์ อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี บอกว่า
“เพราะเขามองว่าคนไทยมีจิตใจเมตตา จากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา คนไทยกับกะเหรี่ยง มอญเคยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ความรู้สึกเหล่านี้ยังคงอยู่ในจิตใจเขา ปัญหาของพวกเขาคือ ความไว้วางใจผู้ปกครองเท่ากับศูนย์ เขาคิดว่าพม่าไม่คิดว่าเขาเป็นประชากรของประเทศ จึงไม่มีพื้นฐานความเมตตา ส่งกองทัพเข้ามากวาดล้างเขาทุกปี เขาต้องเดินทางเข้ามาด้วยความยากลำบาก สมบัติติดตัวมามีเพียงถุงเก่าๆใบเดียว”
วิเชียรเล่าว่า การอพยพครั้งหนึ่ง มีแม่คลอดลูกกลางทาง สัตว์อย่างเก้ง กวาง ยังมีเวลาเลียลูกมันให้เนื้อตัวแห้ง แต่กะเหรี่ยงเป็นคนแท้ๆ กลับไม่มีเวลาแม้แต่จะพักเอาแรง ต้องหอบหิ้วกันมาให้ถึงชายแดนไทย ถ้าพลัดหลงกับกลุ่มก็หมายถึงต้องถูกฆ่าตาย
เป็นภาพโหดร้ายเพียงใด เมื่อเห็น “ลูกน้อยหลับตาดูดนมแม่ที่กำลังบาดเจ็บสาหัส ในที่สุดแม่ก็ตายเพราะทนพิษบาดแผลไม่ไหว”
วิเชียรแสดงทรรศนะต่อว่า “เมื่อเข้ามาอยู่ในศูนย์อพยพ ความจริงน่าจะปลอดภัย แต่ความจริงเขาก็เหมือนถูกกักขังไว้ สิ้นอิสรภาพ สัตว์ถูกขังไว้นานๆ เมื่อปล่อยออกมาก็จะหากินไม่เป็น คนก็เหมือนกัน ดังนั้น เราน่าจะต้องช่วยกันหาทางให้เราออกมาเป็นคนอีกครั้งหนึ่ง” วิเชียรชี้เรียกร้อง
หันไปดูการดูแลผู้ลี้ภัยของรัฐบาลไทย
นอกจากจัดค่ายให้พักพิงแล้ว เมื่อปี พ.ศ.2548 รัฐบาลไทยเปิดโอกาสให้บุตรผู้ลี้ภัยได้รับการศึกษาโดยจัดตั้งเป็นศูนย์การศึกษา พิเศษสอนภาษาไทย ต่อมาปี พ.ศ.2549 กระทรวงมหาดไทยอนุญาตให้องค์กรพัฒนาเอกชนสนับสนุนกิจกรรมฝึกอาชีพ เพื่อทักษะและสร้างโอกาสในการทำงานและหารายได้ในอนาคต
สมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีนโยบายเปิดโอกาสให้ทำงานได้ แต่ยังไม่ได้ระบุชัดว่า จะให้เอางานเข้าไปทำในศูนย์ หรือว่าออกมาทำนอกศูนย์
เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล นโยบายดังกล่าวก็สิ้นสุดลง
คล้ายเป็นประเพณีปฏิบัติว่า เมื่อเปลี่ยนรัฐบาลแล้ว นโยบายรัฐบาลที่ผ่านมา แม้จะลงทุนไปเท่าใด มีผลดีต่อประชาชนอย่างใดก็ต้องล้างให้สิ้นซาก เพื่อจะได้สร้างนโยบายตนเองขึ้นมาบริหารจัดการ แม้บางเรื่องจะไม่ดีกว่าเดิม
....
วิเชียรชี้ว่า “การนำเอาผู้ลี้ภัยออกมาทำงานภายนอกศูนย์ ผลดีนอกจากนำคนออกจากกรงขังแล้ว นายจ้างยังรู้ที่มาที่ไปของลูกจ้างอย่างชัดเจน สืบค้นประวัติได้ ผิดกับรับแรงงานเถื่อนเข้าทำงาน นอกจากผิดกฎหมายแล้ว เมื่อเกิดปัญหาขึ้นมา เราไม่อาจสืบหาตัวผู้กระทำผิดได้ด้วย”
ผู้ลี้ภัยมีสิทธิทำงานได้หรือไม่นั้น สมชาย หอมลออ มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา อธิบายว่า ผู้ลี้ภัยในบางประเทศทำงานได้ แต่ถ้ามีจำนวนมาก ก็อยู่ที่เจ้าของบ้านจะพิจารณา ประเทศไทยเราไม่ได้อยู่ในสนธิสัญญาว่าด้วยผู้ลี้ภัย ตามอนุสัญญาผู้ลี้ภัยขององค์การสหประชาชาติ แต่คนท ี่หนีภัยสู้รบเข้ามา ก็ถือว่าไม่ผิดกฎหมาย เพราะเป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศ
เรื่องการทำงาน เนื่องจากคนเหล่านี้อยู่ในประเทศยาวนานมาก พม่าก็ยังขัดแย้งกันอยู่ ทำให้เขากลับบ้านไม่ได้ จึงเป็นภาระของประเทศไทย และองค์กรต่างๆ
ถ้ามีการผ่อนปรนให้คนเหล่านี้ประกอบบางอาชีพที่ไม่แย่งงานคนไทยทำ จะแบ่งเบาภาระของประเทศได้มาก ผู้ลี้ภัยจะมีชีวิตสมบูรณ์ขึ้นในความเป็นมนุษย์ อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมทักษะ ฝีมือ และอาชีพติดตัวเมื่อกลับประเทศ
ดังนั้น “เมื่อรัฐบาลที่แล้วมีนโยบายส่งเสริมอย่างชัดเจน รัฐบาลนี้และรัฐบาลหน้า ก็น่าจะมีการสานต่อ”
นับวันผู้ลี้ภัยยิ่งเพิ่มขึ้น ประเทศไทยคล้ายหนองรับน้ำ รองรับผู้ลี้ภัยสงครามจากพม่า และภัยเศรษฐกิจจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างต่อเนื่อง
จริงหรือไม่...การกักน้ำไว้นานๆโดยไม่บริหารจัดการ เท่ากับจงใจให้น้ำนั้นเน่า.
http://www.thairath.co.th/news.php?section=hotnews02&content=76250
 
2. คุณจะร่วมรณรงค์เรื่องผู้ลี้ภัยผ่านสื่อได้อย่างไร?! ทิปส์ดีๆจากพีอาร์มืออาชีพ

หากคุณเป็นคนธรรมด๊า ธรรมดา ไม่เคยมีความสัมพันธ์กันนักข่าวเลย แต่อยากที่จะทำการรณรงค์ผ่านสื่อเพื่อเรียกร้องให้สื่อและประชาชนสนใจประเด็นผู้ลี้ภัยที่คุณอยากเสนอคะ? พีอาร์มืออาชีพเขาจะมาแนะนำให้เราทราบกันค่ะ 

เขียนบทความ จดหมายถึงบรรณาธิการ สกู๊ปข่าว หรือส่งภาพข่าวให้บรรณาธิการข่าวที่คุณรู้จัก หากเป็นเรื่องของคุณเนื้อหาที่ดีจริงๆ รับรองคุณได้ลงแน่! นักพีอาร์มืออาชีพมีข้อแนะนำดังนี้ค่ะ
-               ควรศึกษาธรรมชาติของหนังสือพิมพ์ที่จะส่งงานเขียนของคุณก่อนว่ารับงานจากภายนอกหรือไม่ หากรับ เขาต้องการงานแบบไหน และกลุ่มเป้าหมายเป็นใคร เช่น
หนังสือพิมพ์มติชนรายวันมีกลุ่มเป้าหมายคือนักวิชาการ หน้าที่เกี่ยวข้องคือ หน้าคติชน (หน้า 8) และกระแสทรรศน์ (หน้า 6) รับงานเขียนของคนภายนอก
ไทยรัฐกลุ่มเป้าหมายคือประชาชนทั่วไป ไม่รับงานเขียนของคนภายนอก หน้าที่เกี่ยวข้องคือ หน้าสกู๊ป (หน้า 5)
บางกอกโพสต์และเดอะเนชั่น กลุ่มเป้าหมายคือ ชนชั้นปกครองและผู้สร้างนโยบาย รับงานเขียนเชิงจดหมายถึงบรรณาธิการ (letter to editor) เป็นต้น

-               ควรสร้างสรรค์ให้ประเด็นของคุณดูใหม่เสมอ หากคุณส่งบทความ หรือให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งไปให้บรรณาธิการหนังสือพิมพ์บ่อยๆ รับรองว่าเขาต้องเบื่อแน่ๆ นอกจากคุณต้องหาประเด็น/เรื่องที่เข้าท่าแล้ว ลองหาเหตุการณ์ใหม่ๆ ประเด็นใหม่ๆ คนใหม่ๆ หรือ ดึงเอาคนดังเข้ามาเกี่ยวข้องก็น่าลองดู

-               หากคุณต้องการร่วมรณรงค์หรือเขียนบทความลงหนังสือพิมพ์ในการรณรงค์ยุติการกักเก็บผู้ลี้ภัย แต่คิดประเด็นใหม่ๆไม่ออก ก็สามารถใช้ประเด็นเก่าๆ ที่เคยเรียกร้องความสนใจจากสื่อมาบ้างแล้ว (และมีทีท่าว่าจะใช้ได้ต่อไป แต่คงต้องปรับให้แตกต่างจากวิธีเขียนเดิมๆที่มีมานะคะ) เช่น
ประเด็นทางเศรษฐกิจ (ผู้ลี้ภัยคือทรัพยากรแรงงาน ในขณะที่ประเทศไทยยังขาดแคลนแรงงาน)
ประเด็นทางมนุษยธรรม (ผู้ลี้ภัยถูกกักเก็บในค่ายมาหลายสิบปี ควรได้รับโอกาสให้ดำเนินชีวิตอย่างเป็นปกติสุข)
ประเด็นทางความมั่นคง (การกักเก็บผู้ลี้ภัยทำให้ผู้ลี้ภัยไร้ความมั่นคงในชีวิต ทำให้ผู้ลี้ภัยเครียด หงุดหงิด และก่อให้เกิดความรุนแรงในครอบครัว ในทางกลับกัน หากนายจ้างจ้างผู้ลี้ภัยจะเป็นการลดปัญหาความมั่นคงเพราะเป็นบุคคลที่ทราบที่มาที่ไป) เป็นต้น

จำไว้นะคะ “ยิ่งข่าวที่นำเสนอเป็นประเด็นที่กระทบต่อคนมากเท่าไร ข่าวชิ้นนั้นก็จะมีคุณค่ามากขึ้นเท่านั้น” อย่างไรก็ตาม สารคดีข่าวที่เป็นเรื่องที่น่าสงสาร น่าเห็นใจ หรือเป็นเรื่องแนวชีวิต จะได้รับความสนใจ เนื้อความพาดหัวและรูปภาพที่แรงๆก็สามารถดึงความสนใจได้เช่นกัน

สร้างสัมพันธ์กับนักข่าว หากคุณมีประเด็น แต่ไม่อยากเขียนเอง ก็สร้างสัมพันธ์กับนักข่าวไว้ค่ะ หาเบอร์โทรศัพท์ แล้วโทรไปให้ข้อมูลข่าว หรือไอเดียพล๊อตเรื่อง (หากเป็นสารคดีข่าว) แก่นักข่าว แต่ต้องทำให้เขาเชื่อใจว่าสิ่งที่คุณกำลังพาเขาเข้าไปรู้จัก (และเสียเวลา) เป็นสิ่งที่สังคมควรตระหนักถึงและรับรู้ (และเป็นสิ่งที่เขาควรค่าแก่การเสียเวลา) ควรทำให้เขาเห็นว่าประเด็นคุณเป็นสิ่งที่สำคัญต่อคนทั่วไป

นี่เป็นส่วนหนึ่งของทิปส์การประชาสัมพันธ์ให้โดนใจค่ะ  หวังว่าคงเป็นประโยชน์และนำไปใช้ทุกคนนะคะ

และหากท่านใดสนใจที่จะร่วมรณรงค์ผ่านสื่อเพื่อยุติการกักเก็บผู้ลี้ภัย หรือส่งเสริมสิทธิต่างๆของผู้ลี้ภัย เช่น เขียนจดหมายถึงบรรณาธิการ  เขียนบทความลงหนังสือพิมพ์  แต่ต้องการคำแนะนำเพิ่มเติม องค์การยูเอสซีอาร์ไอยินดีที่จะให้คำแนะนำ และให้ความช่วยเหลือด้านต่างๆเกี่ยวกับการรณรงค์ดังกล่าว ติดต่อ โทร 02-354-9362

3. บทความที่น่าสนใจ

แปลจดหมายถึงบรรณาธิการ: “การส่งกลับผู้ลี้ภัยเป็นการทรยศค่านิยมทางพุทธศาสนา” เดอะเนชั่น 5 เมษายน 2007
ประเทศไทยแสดงออกอย่างชัดเจนว่ากำลังวางแผนส่งกลับผู้ลี้ภัยชาวเกาหลีเหนือ 52 คน โทษทัณฑ์ที่รอคนเหล่านี้อยู่ในบ้านเกิดรุนแรงมาก ภัยที่จะเกิดแก่คนเหล่านี้ คือ การถูกจับขังเข้าคุก การถูกทรมาน และอาจถูกประหารชีวิต อาจมีคนโต้แย้งว่านี่เป็นการชดใช้กรรม แต่สำหรับผู้ที่ส่งผู้ลี้ภัยเหล่านี้ไปสู่ความตายล่ะ เขากำลังก่อกรรมทำเข็ญอันใด? ในแผ่นดินที่เชิดชูในปรัชญาศาสนาที่ว่า “สัตว์ทั้งหลาย ทุกสรรพสิ่งที่เกิดมาควรได้รับความเคารพ ไม่ควรทำให้แปดเปื้อนไป” ดังนั้นแล้ว การส่งมนุษย์ไปสู่ความตายจะเป็นเรื่องที่ถูกต้องได้อย่างไร โดยเฉพาะเมื่อผู้ลี้ภัยเหล่านี้แค่ขออาศัยประเทศไทยเป็นทางผ่านไปประเทศที่สามเท่านั้น?
ประเทศไทยกำลังสร้างภาพเหล่านั้นให้เป็นที่ประจักษ์ แต่เราได้ประโยชน์หรือเราต้องเสียอะไรบ้างจากเรื่องนี้? หรือเราได้เรียนรู้แบบวิธีปฏิบัตินี้มาจากที่อื่น? ขอให้เราให้เกียรติความเป็นมนุษย์ในตัวคนทุกคน และในทุกสรรพสิ่งเทอญ   
ภูรูชานติ (นามแฝง) 
กรุงเทพ
From “Repatriating Refugees a Betrayal of Buddhist Values”, the nation, April 5, 2007

 

4. รายนามผู้ลงนามสนับสนุนถ้อยแถลงเรียกร้องให้ยุติการกักเก็บผู้ลี้ภัยประจำเดือนสิงหาคม

องค์การยูเอสซีอาร์ไอ ได้รับการสนับสนุนจากองค์กรและผู้มีชื่อเสียงทั่วโลก ท่านเหล่านั้นเห็นด้วยว่าเป็นการสูญเปล่าที่เราเก็บกักผู้ลี้ภัยไว้ในค่ายโดยไม่ได้ให้โอกาสในการทำงาน การให้โอกาสผู้ลี้ภัยได้ทำงานจะเป็นผลดีต่อผู้ลี้ภัย และประเทศไทยที่ยังขาดแคลนแรงงาน ในประเทศไทย บุคคลและองค์กรที่ให้การสนับสนุนเพิ่มเติม มีรายนามดังต่อไปนี้ 
1)            คุณประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ เลขาธิการมูลนิธิดวงประทีป
2)            สมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป

คุณประทีป ได้เสนอถ้อยแถลง ( ข้อแถลงเพิ่มเติม) อีกด้วยว่า
1.             ขอคัดค้านการกักเก็บผู้ลี้ภัยอยู่แต่ในค่าย ควรมีเสรีภาพในการท่องเที่ยวไปในที่ต่างๆตามขอบเขตที่เหมาะสมโดยมีการคุ้มครองดูแล และไม่เห็นด้วยที่จะปล่อยอิสรเสรีในการเดินทางไปทั่วประเทศด้วยเหตุผลของความปลอดภัยและความมั่นคงของประเทศและจะเป็นเหตุจูงใจให้มีผู้ลี้ภัยมากขึ้น
2.             ผู้ลี้ภัยควรได้รับการศึกษา การอบรมและการฝึกอาชีพเท่าเทียมกับประชาชนในประเทศนั้นๆ (ยกเว้นการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศ)
3.             ผู้ลี้ภัยจะต้องได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานในการเข้ารับการรักษาพยาบาล การประกันสุขภาพเช่นเดียวกับประชาชนในประเทศ และมีสิทธิในการทำงานตามกฎหมายของประเทศนั้นๆกำหนด

ท่านมีความคิดเห็นที่เห็นด้วยหรือแตกต่างอย่างไร ช่วยบอกเราด้วยนะคะ เราจะได้นำไปพัฒนาในงานด้านการรณรงค์ต่อไปค่ะ


ท่านสามารถร่วมสนับสนุนกิจกรรมของเราได้ โดยการลงนามท้ายถ้อยแถลงขอความร่วมมือยุติการกักเก็บผู้ลี้ภัย (ดาวน์โหลดถ้อยแถลงได้ที่นี่)

รุณากรอกข้อมูลชื่อ-ที่อยู่ขององค์กรของท่านในเอกสารแนบ แล้วส่งกลับมาที่ dchusri@uscrithailand.org