www.uscrithailand.org
 


 


 
 

 

 

หนังสือข่าวรายเดือน องค์การยูเอสซีอาร์ไอ ฉบับเดือนกรกฎาคม 2550
(ดาวโหลด pdf ไฟล์
)

1. รายงานงานแถลงข่าว รายงานผลสำรวจสถานการณ์ผู้ลี้ภัยทั่วโลก ปี 2007
2. เอกอัครราชทูตอเมริกากระตุ้นไทยให้พัฒนาชีวิตผู้ลี้ภัย เนื่องในวันผู้ลี้ภัยโลก
3. เยาวชนไทยเสนอมุมมองใหม่ในการมองผู้ลี้ภัย
4. รายงานการเยี่ยมชมค่ายผู้ลี้ภัย บ้านต้นยาง
5. บทความที่น่าสนใจเกี่ยวกับผู้ลี้ภัย
- - - - - - - - -
1. งานแถลงข่าว รายงานผลสำรวจสถานการณ์ผู้ลี้ภัยทั่วโลก ปี 2007

ในวันที่ 11 กรกฎาคมที่ผ่านมา องค์การยูเอสซีอาร์ไอได้ทำการเปิดตัว “รายงานสำรวจสถานการณ์สภาพความเป็นอยู่ของผู้ลี้ภัยทั่วโลก ปี 2007” (World Refugee Survey 2007) อย่างเป็นทางการพร้อมกันในเจ็ดประเทศทั่วโลก

ในประเทศไทย สำนักงานองค์การยูเอสซีอาร์ไอประเทศไทย จัดงานแถลงข่าว “รายงานผลสำรวจสถานการณ์ผู้ลี้ภัยทั่วโลก ปี 2007” ขึ้น โดยมีผู้ร่วมเสวนาผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน คือ คุณสุรพงศ์ กองจันทึก ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษากะเหรี่ยงและพัฒนา คุณนคร ชมพูชาติ รองประธานกรรมการสิทธิมนุษยชน สภาทนายความ    และคุณอดิศร เกิดมงคล เจ้าหน้าผู้ปฏิบัติงาน จากกลุ่มคณะทำงานแรงงานข้ามชาติ มาวิเคราะห์สถานการณ์ผู้ลี้ภัยในประเทศไทย

รายงานกล่าวว่าสงครามในอิรักส่งผลให้จำนวนผู้ลี้ภัยเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 5 ปี และการปฏิบัติต่อผู้ลี้ภัยทั่วโลกกลับเป็นไปในทางที่แย่ลงอย่างต่อเนื่อง รายงานยังได้ระบุจำนวนผู้ลี้ภัยทั่วโลกในรอบปี 2006 ที่ผ่านมา ว่ามีอยู่กว่า 13.9 ล้านคน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2005 ประมาณกว่า 2 ล้านคน

นอกจากนั้น รายงานยังได้ทำการให้คะแนนการปฏิบัติต่อผู้ลี้ภัยของประเทศต่างๆ โดยประเทศไทยได้รับผลการประเมินจากรายงานสำรวจนั้นได้ในระดับต่ำ เช่น ระดับ F ในด้านการบังคับส่งกลับและการกักกันผู้ลี้ภัย และระดับ D สำหรับหัวข้อเสรีภาพในการเดินทางและหัวข้อสิทธิในการหารายได้เลี้ยงชีพ แต่ผลการประเมินก็ได้กล่าวชื่นชมในเรื่องการปรับปรุงการปฏิบัติต่อผู้ลี้ภัยไปในแนวทางที่ดีขึ้นในหลายๆด้าน เช่น การที่รัฐบาลไทยเริ่มออกบัตรประจำตัวผู้ลี้ภัย ให้โอกาสทางการศึกษามากขึ้น และเริ่มพิจารณาหาหนทางที่จะอนุญาตให้ผู้ลี้ภัยทำงานได้ในระดับหนึ่ง  (คลิกที่นี่เพื่ออ่าน World Refugee Survey 2007 – Thailand Country Report)

ในงานได้มีการเชิญสื่อมวลชนมาเข้าร่วมทำข่าว โดยหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ บางกอกโพสต์ ลงข่าวพาดหัวว่า “ไทยถูกขอให้ช่วยเหลือผู้ลี้ภัยมากขึ้น” มีใจความตอนหนึ่งว่า

“นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนร้องขอให้ประเทศไทยแก้ปัญหาสถานการณ์ความยากลำบากของผู้หนีภัยความตายจากประเทศเพื่อนบ้านในหนทางที่ดีกว่านี้ พวกเขากล่าวว่ารัฐบาลควรดำเนินนโยบายที่จริงใจและชัดเจนมากขึ้น เพื่อพิทักษ์ผู้อพยพเกือบล้านคนที่หนีภัยการประหัตประหารหลากหลายรูปแบบจากประเทศของตน... นายสุรพงศ์ กองจันทึกกล่าวว่าความเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์เกี่ยวกับผู้ลี้ภัยในสังคมไทยและหน่วยงานรัฐยังคงจำกัด อันที่จริงแล้ว ผู้ลี้ภัยไม่ได้มีแค่คนพม่า  140,000 คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่พักพิง (ค่ายผู้ลี้ภัย) ตามแนวชายแดนไทย-พม่าเท่านั้น แต่ยังมีผู้ลี้ภัยอีกเกือบล้านคนที่ต้องออกจากประเทศของตนเนื่องจากความกลัวว่าจะถูกทำร้ายต่างๆนานา “รัฐบาลไทยควรยอมรับว่ามีคนเหล่านี้อยู่ในประเทศไทย หลบซ่อนและทำงานอยู่ทุกซอกทุกมุมในประเทศไทย รัฐควรให้การช่วยเหลือคนเหล่านี้ในฐานะเป็นผู้ลี้ภัย และอนุญาตให้องค์กรระหว่างประเทศเข้ามาให้การช่วยเหลือด้านความต้องการขั้นพื้นฐานเพิ่มขึ้น” นายสุรพงศ์กล่าว…”[คลิกที่นี่เพื่อดู Achara Ashayagachat, “Thailand urged to provide far greater assistance to refugees,” Bangkok Post, July 12, 2007]

2. เอกอัครราชทูตอเมริกากระตุ้นไทยให้พัฒนาชีวิตผู้ลี้ภัย เนื่องในวันผู้ลี้ภัยโลก

วันพุธที่ 20 มิถุนายน 2550 ที่ผ่านมา สำนักงานองค์การเพื่อผู้ลี้ภัยและผู้อพยพแห่งสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย (U.S. Committee for Refugees and Immigrants - USCRI) ร่วมกับสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (United Nations High Commissioner for Refugees –UNHCR) และมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ร่วมกันจัดงาน “วันผู้ลี้ภัยโลก”

พิธีเปิดงานได้รับเกียรติจาก ฯพณฯ อารีย์ วงศ์อารยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาไทย เป็นประธานในพิธี และยังมีการกล่าวสุนทรพจน์โดยแขกกิตติมศักดิ์ ฯพณฯ ท่าน ราล์ฟ แอล บอยซ์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย นายฌอง ฟรองซัว โกแต็ง อุปทูตสำนักงานผู้แทนคณะกรรมาธิการยุโรปประจำประเทศไทย นายฮาซิม อุทข่าน ผู้แทนของสำนักงานภูมิภาค สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัย แห่งสหประชาชาติประจำ ประเทศไทย กัมพูชา ลาว และเวียดนาม และ นายเมอร์ริล สมิธ ผู้แทนองค์การยูเอสซีอาร์ไอ ประจำกรุงวอชิตัน ดี.ซี.

ฯพณฯ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายอารีย์ วงศ์อารยะ ตัวแทนฝ่ายรัฐบาลไทยได้เล่าถึงสถานการณ์ผู้ลี้ภัยในปัจจุบันและการทำงานของรัฐบาลไทยในปัญหาผู้ลี้ภัย ในโอกาสเดียวกันนี้ ท่านรัฐมนตรีได้กล่าวขอบคุณองค์กรระหว่างประเทศและประชาคมโลกที่ให้การช่วยเหลือแบ่งเบาภาระของประเทศไทยในเรื่องผู้ลี้ภัยอีกด้วย

ท่านราล์ฟ แอล บอยซ์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย กล่าวว่า ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นผู้บริจาครายใหญ่ที่สุดในกิจการช่วยเหลือผู้ลี้ภัยทั่วโลก ในประเทศไทยปี 2550 นี้ รัฐบาลสหรัฐฯได้ให้เงินช่วยเหลือกิจการในพื้นที่พักพิงฯทั้ง 9 แห่งเป็นเงิน 8 ล้านเหรียญสหรัฐฯ นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้ผู้หนีภัยฯจากประเทศพม่าจำนวน 90,000 คน ไปตั้งถิ่นฐานในประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ส่วนใหญ่ตัวผู้ลี้ภัยเองที่ไม่ประสงค์ที่จะไป  ท่านเอกอัครราชทูตยังได้สรรเสริญความพยายามของรัฐบาลไทยในการเริ่มปรับปรุงการศึกษาในพื้นที่พักพิงฯและการให้ผู้ลี้ภัยมีกิจกรรมที่ก่อให้เกิดรายได้มากขึ้น แต่ก็ได้กระตุ้นให้รัฐบาลไทย ภาคเอกชน และองค์กรเอกชนไทยร่วมมือกันหาวิถีทางที่จะพัฒนาชีวิตของผู้ลี้ภัยที่ต้องอยู่ในพื้นที่พักพิงฯมาเป็นเวลาหลายสิบปี ในหนทางที่จะเป็นผลดีทั้งต่อตัวผู้ลี้ภัยและต่อประเทศไทยเช่นเดียวกัน (คลิกที่นี่เพื่ออ่านปาฐกถาเต็มของท่านเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ)

แนวความคิดดังกล่าวยังได้รับการสนับสนุนจากบุคคลท่านอื่นๆ ได้แก่ นายฌอง ฟรองซัว โกแต็ง อุปทูตสำนักงานผู้แทนคณะกรรมาธิการยุโรปประจำประเทศไทย  และนายฮาซิม อุทข่าน ผู้แทนสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติประจำ ประเทศไทย กัมพูชา ลาว และเวียดนาม (คลิกที่นี่เพื่ออ่านปาฐกถาเต็มของนายฌอง ฟรองซัว โกแต็ และ นายฮาซิม อุทข่าน )

นายเมอร์ริล สมิธ ผู้อำนวยการฝ่ายวางแผนและวิเคราะห์ต่างประเทศ องค์การเพื่อผู้ลี้ภัยและผู้อพยพแห่งสหรัฐอเมริกา วอชิงตันดี ซี เสนอว่า ประเทศไทยยังขาดแรงงานในอุตสาหกรรมบางประเภท ซึ่งผู้ลี้ภัยสามารถเติมเต็มความขาดแคลนดังกล่าว ซึ่งจะเป็นผลดีทั้งต่อประเทศไทยและตัวผู้ลี้ภัยเอง  

3. เยาวชนไทยเสนอมุมมองใหม่ในการมองผู้ลี้ภัย

ภายในงานวันผู้ลี้ภัยโลกมีการจัดกิจกรรมต่างๆ อาทิ การแสดงวีดิทัศน์ เรื่อง “ชีวิตของผู้ลี้ภัย” พร้อมกันนี้ยังมีการขับร้องโดยคณะประสานเสียงจากสมาคมนักร้องประสานเสียงแห่งประเทศไทย การจัดแสดงนิทรรศการภาพถ่ายผู้ลี้ภัยและซุ้มขององค์กรพัฒนาเอกชนที่ให้ความช่วยเหลือผู้ลี้ภัย และการออกร้านขายผลงานหัตถกรรมโดยฝีมือของผู้ลี้ภัย พร้อมทั้งมีการแสดงทางวัฒนธรรมบนเวทีโดยกลุ่มเด็กไร้สัญชาติ   

ที่เป็นไฮไลท์ของงาน คือ พิธีมอบรางวัลให้กับผู้ชนะเลิศการประกวดการเขียนเรียงความระดับชั้นมัธยมศึกษา ในหัวข้อ “ทำไมประเทศไทยจึง ควรช่วยเหลือผู้ลี้ภัย” โดยผู้ชนะจะต้องออกมาอ่านเรียงความของตนเอง

ภัฑรวิทย์ เจริญกิจ จากโรงเรียเตรียมอุดมศึกษา ผู้ชนะการประกวดเรียงความภาษาอังกฤษระดับมัธยมปลาย มองว่าผู้ลี้ภัย  อาจสามารถเป็นผู้มีส่วนในการผลิตและการพัฒนาแทนที่จะรอแต่ความช่วยเหลือจากแหล่งต่างๆ โดยมีข้อความตอนหนึ่งว่า

 

 

 

 

 

 

 


ภัฑรวิทย์ เจริญกิจผู้ชนะการประกวดเรียงความระดับมัธยมปลาย
อ่านบทความของเขาต่อหน้าแขกผู้มีเกียรติและผู้เข้าร่วมงาน

เป็นความคิดที่น่าขัน หากเรามองว่าผู้ลี้ภัยเป็นภาระ และไม่ทำประโยชน์ใดๆ ในความเป็นจริง พวกเขาได้มีส่วนในการผลิตต่างๆเช่นเดียวกัน ยกตัวอย่างเช่น ที่เบลิส ผู้ลี้ภัยจำนวน 22,000 คน มีส่วนร่วมในกระบวนการผลิตสินค้ามูลค่า 8 ล้านเหรียญสหรัฐฯ...  แล้วในกรณีของผู้ลี้ภัยที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยล่ะ? แทนที่รัฐไทยจะให้โอกาสพวกเขาในการตอบแทนสังคมในด้านการผลิต เราเก็บพวกเขาไว้ในค่ายบริเวณชายแดนที่ซึ่งพวกเขาไม่สามารถออกนอกค่ายหรือประกอบอาชีพ แม้ว่าผู้ลี้ภัยบางคนได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเขาสามารถเป็นแรงงานที่มีประสิทธิภาพ... เนื่องจากผู้ลี้ภัยเหล่านี้ไม่ได้ทำงานใดๆ พวกเขาจึงถูกมองว่าเป็นภาระ ถ้าประเทศไทยนำทรัพยากรต่างๆที่มีอยู่รวมทั้งทรัพยากรแรงงานของคนเหล่านี้มาใช้ในการผลิต ทั้งประเทศไทยและผู้ลี้ภัยจะได้รับประโยชน์มากขึ้น…
ผู้ลี้ภัยที่มาจากวัฒนธรรมที่แตกต่างอาจก่อให้เกิดผลดีต่อประเทศ

ผู้อพยพชาวจีนเคยถูกมองว่าน่ารังเกียจในสังคมไทย เมื่อพวกเขาอพยพเข้ามาในช่วงแรกๆ อย่างไรก็ตามหลังจากที่พวกเขาประสบความสำเร็จในโลกธุรกิจพวกเขาจึงได้รับการยกย่องนับถือจากคนไทย และปรัชญาในการดำเนินชีวิตของพวกเขาก็ถูกปรับให้สอดรับกับชีวิตของคนไทย วัฒนธรรมจีน เช่น อาหารและสถาปัตยกรรมกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย นอกจากนั้นแล้ว เรายังสามารถเรียนรู้จากประวัติศาสตร์ของประเทศเนปาล ที่ผู้ลี้ภัยที่เข้ามาได้นำความรู้วิทยาการการเก็บเกี่ยวรูปแบบพิเศษเข้ามาสอนคนพื้นถิ่น และนำกระวานเข้ามาปลูกจนกลายมาเป็นพืชเศรษฐกิจของประเทศในปัจจุบัน….

(คลิกที่นี่เพื่ออ่านบทความเต็มของ ภัฑรวิทย์ เจริญกิจ)  และ  (คลิกที่นี่เพื่ออ่านบทความของนิพิฐพนธ์ ฮุนตระกูลผู้ชนะการประกวดเรียงความภาษาไทย)

4. รายงานการเยี่ยมชมค่ายผู้ลี้ภัย บ้านถ้ำหิน
เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน ที่ผ่านมา คณะทำงานองค์การยูเอสซีอาร์ไอ ได้มีโอกาสเข้าเยี่ยมชมค่ายผู้ลี้ภัยถ้ำหินจังหวัดราชบุรี ภาพที่ถ่ายที่ค่ายผู้ลี้ภัยน่าสนใจและเชื่อว่าน้อยคนเคยเห็น จึงขออนุญาตเผยแพร่เป็นความรู้ ณ ที่นี้


สภาพพื้นที่พักพิงชั่วคราวผู้ลี้ภัยถ้ำหิน


ภาพนักโทษถูกคุมขังในเรือนจำ ภายในค่ายกักกัน นักโทษชายคนนี้ถูกกักขังเป็นเวลา 9 เดือน ด้วยข้อหา “ยุ่งกับเมียชาวบ้าน” โดยการตัดสินโทษจากกลุ่มคณะกรรมการที่เป็นชาวกะเหรี่ยง ตามกฎหมายกะเหรี่ยง

ดูกฎหมายกะเหรี่ยงที่บังคับใช้ในค่ายผู้ลี้ภัยฉบับแปลภาษาอังกฤษได้ที่นี่ (คลิก)

5. บทความที่น่าสนใจเกี่ยวกับผู้ลี้ภัย
เมอร์ริล สมิทธิ์, “Warehousing Refugees: A Denial of Rights, a Waste of Humanity,” World Refugee Survey 2004 (คลิกเพื่อดูฉบับเต็มที่นี่ หรือ ฉบับแปลภาษาไทย ใน “การกักเก็บผู้ลี้ภัยไว้ในค่าย: การละเมิดสิทธิ และการสูญเปล่าของศักยภาพแห่งมนุษย )  

รัตนพร พวงพัฒน์, “ความจริงในค่ายผู้ลี้ภัย และมนุษย์ที่ไร้ความเป็นมนุษย์,” มติชน 29 กรกฎาคม 2550, หน้า 9     มีข้อความตอนหนึ่งกล่าวว่า

ในมุมมองของฝ่ายนักสิทธิมนุษยชนและศาสนาแม้จะมีหลักในการมองต่างกัน แต่ก็มีความคิดเห็นเห็นคล้ายคลึงกันว่าชีวิตของผู้ลี้ภัยเหล่านี้มีสภาพไม่ต่างจากสินค้าในโกดังที่ค้างไว้รอคอยการสั่งซื้อจากประเทศที่สาม

“เป็นการกระทำที่ผิดธรรมชาติอย่างยิ่ง ที่เอาคนไปกักไว้ในพื้นที่แคบๆ โดยไม่ให้ทำงานเป็นเวลาสิบๆปี” พระผู้ใหญ่ท่านหนึ่งในมหาเถระสมาคมกล่าว

... ไม่ผิดที่คนไทยจะคำนึงถึงความมั่นคงแห่งชาติไทยและความปลอดภัยของตนเป็นใหญ่ แต่คงจะดีไม่น้อยเมื่อคนไทยหันมาใส่ใจและมองดูคนกลุ่มนี้ด้วยหัวใจ

เชื่อว่าหากมองด้วยหัวใจแล้ว ชีวิตของผู้ลี้ภัยในประเทศไทยคงจะดีกว่านี้เยอะ (คลิกเพื่อดูฉบับเต็มที่นี่)  

ขอเชิญร่วมสนับสนุนการช่วยเหลือผู้ลี้ภัย

องค์การยูเอสซีอาร์ไอ ได้รับการสนับสนุนจากองค์กรและผู้มีชื่อเสียงทั่วโลก ท่านเหล่านั้นเห็นด้วยว่าเป็นการสูญเปล่าที่เราเก็บกักผู้ลี้ภัยไว้ในค่ายโดยไม่ได้ให้โอกาสในการทำงาน การให้โอกาสผู้ลี้ภัยได้ทำงานจะเป็นผลดีต่อผู้ลี้ภัย และประเทศไทยที่ยัง
ขาดแคลนแรงงาน ในประเทศไทย บุคคลและองค์กรที่สนับสนุนมีรายนามดังต่อไปนี้

  • พระธรรมกิตติเมธี รองเจ้าอาวาส     วัดสัมพันธวงศาราม กรรมการในมหาเถรสมาคม
  • พระกิตติศักดิ์ กิตติโสภโณ           ประธานมูลนิธิเมตตาธรรมรักษ์
  • พระอธิการอินตา อินธวีโร                   เจ้าอาวาสวัดป่าเป้า จังหวัดเชียงใหม่
  • จอห์น อึ๊งภากรณ์ อดีตสมาชิกวุติสภา
  • นายมีชัย วีระไวทยะ
  • นาย กมล กมลตระกูล
  • พรพิมล ตรีโชติ นักวิจัยและอาจารย์ สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • นายสุรพงศ์ กองจันทึก ผู้อำนวยการ ศูนย์ศึกษากะเหรี่ยงและพัฒนา
  • ฟอรั่ม เอเชีย (Forum-Asia)
  • สถาบันวิจัยเพื่อการย้ายถิ่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • สมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน
  • เพื่อนไร้พรมแดน (Friends Without Borders)
  • สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา (Local Development Institute)
  • Asia Pacific Forum on Women, Law and Development
  • สภาองค์การลูกจ้าง สภาศูนย์กลางแรงงานแห่งประเทศไทย
  • มูลนิธิเพื่อสุขภาพและการเรียนรู้ของแรงงานกลุ่มชาติพันธ์ (MAP Foundation)
  • Population and Community Development Association
  • Thai Action Committee for Democracy in Burma
  • Thai Catholic Commission for Migrants and Prisoners
  • Thai Coalition for the Protection of Human Rights Defenders
  • Young People for Democracy Movement
  • เครือข่ายรณรงค์เพื่อแรงงาน (Thai Labour Campaign)
  • Labour Rights Promotion Network (Thailand)
  • M Plus Filtration Co., Ltd. (Thailand)
  • Shrimp Network Co., Ltd. (Thailand)


ท่านสามารถร่วมสนับสนุนกิจกรรมของเราได้ โดยการลงนามท้ายถ้อยแถลงขอความร่วมมือยุติการกักเก็บผู้ลี้ภัย (ดาวน์โหลดถ้อยแถลงได้ที่นี่)

รุณากรอกข้อมูลชื่อ-ที่อยู่ขององค์กรของท่านในเอกสารแนบ แล้วส่งกลับมาที่  msmith@uscridc.org, rpoungpattana@uscrithailand.org และ apuangkaew@uscrithailand.org

 

 

 

 

 

 
   


องค์การ ยู เอส ซี อาร์ ไอ

บ้านเซเวียร์ 43 ซอยราชวิถี 12
ถนนพหลโยธิน เขตพญาไท
กรุงเทพฯ 10400
โทรศัพท์: 02-354-9362 : 02-640-9025
โทรสาร: 02-640-9025