หนังสือข่าวรายเดือน องค์การยูเอสซีอาร์ไอ ฉบับเดือน ตุลาคม 2550
(ดาวโหลด pdf ไฟล์ )
1. สัมภาษณ์นายอำเภอท่าสองยางเกี่ยวกับสถานการณ์ผู้ลี้ภัยค่ายแม่หละ กับการให้ผู้ลี้ภัยได้ทำงาน
2. รายนามผู้ลงนามสนับสนุนถ้อยแถลงเรียกร้องให้ยุติการกักเก็บผู้ลี้ภัยประจำเดือนตุลาคม
..................................................................................................................................................................
1. สัมภาษณ์นายอำเภอท่าสองยางเกี่ยวกับสถานการณ์ผู้ลี้ภัยค่ายแม่หละ กับการให้ผู้ลี้ภัยได้ทำงาน

Q: ขอให้ท่านช่วยเล่าถึงประวัติความเป็นมาของค่ายแม่หละ?
A: “เมื่อปีพ.ศ. 2528 ในละแวกนี้มีค่ายผู้ลี้ภัยเล็กๆกระจัดกระจายอยู่ในพื้นที่ เพิ่งจะมีการเอามารวมไว้ที่เดียวกันเมื่อปี 2538 นี้เอง ซึ่งก็คือค่ายแม่หละนั่นเอง ค่ายแม่หละมีพื้นที่ประมาณ 1,300 ไร่ ปัจจุบันมีประชากรค่ายประมาณ 47,000 คน กว่าครึ่งเป็นเด็กที่เกิดและโตในค่าย”
Q: ทำไมถึงไม่ส่งพวกเขากลับประเทศพม่า?
A: “จริงๆแล้ว สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ หรือยูเอ็นเอชซีอาร์ มีความพยายามที่จะผลักดันส่งกลับผู้ลี้ภัยกลับประเทศพม่า โดยได้มีการทำขั้นตอนต่างๆเสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่พอขอให้พม่าเซ็นบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความปลอดภัยของพวกผู้ลี้ภัย พม่ากลับไม่ยอมเซ็น ยูเอ็นเอชซีอาร์เลยไม่ยอมให้กลับ เพราะเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัย”
Q: สถานการณ์การส่งผู้ลี้ภัยชาวพม่าจากค่ายผู้ลี้ภัยแม่หละไปตั้งถิ่นฐานในประเทศที่สาม?
A: “ในปีนี้ (2550) ทางประเทศสหรัฐอเมริกาให้โควตาผู้ลี้ภัย 18,000คน เป็นกรณีพิเศษ เมื่อสิ้นปีงบประมาณของสหรัฐอเมริกาวันที่ 30 กันยายน 2550 ซึ่งตรงกับสิ้นปีงบประมาณไทยเช่นกัน สำหรับค่ายแม่หละส่งไปแล้ว 7943 คน ในการเอาคนไปตั้งถิ่นฐานต้องมีการสัมภาษณ์ บางคนแม้ได้รับการตอบรับให้ไปแล้วแต่ก็ไม่ยอมไป ยกตัวอย่างเช่นในการส่งผู้ลี้ภัยชุดแรกจำนวน 34 คนไปประเทศที่สาม แต่พอถึงวันไปจริงๆ ขึ้นรถพร้อมเดินทาง
แล้ว มี 4 คน กลับปฏิเสธไม่ไปซะอย่างนั้น เมื่อถามพวกเขาบอกว่ารู้สึกคิดถึงญาติที่นี่ และไม่รู้อนาคต สำหรับรอบปีงบประมาณใหม่ ( เริ่ม 1 ตุลาคม-30 กันยายน 2550) ได้เริ่มดำเนินการใหม่ โดยขยายการยื่นใบสมัคร เพิ่มจากค่ายแม่หละ ไปที่นุโพและอุ้มเปี้ยม ให้โควต้าที่ขาดอยู่ 10,057 คน”
“คนเหล่านี้ไปตั้งถิ่นฐานในประเทศที่สามก็ไม่ใช่ไปสบาย มีอยู่ครั้งหนึ่ง ผมเดินทางโดยเครื่องบินไปนิวยอร์กพบว่าเครื่องบินเที่ยวเดียวกันนี้มีผู้ลี้ภัยโดยสารไปด้วยเกือบครึ่ง ต่อมา ผมเดินทางไปที่สนามบินเลากอร์เดียพบกลุ่มผู้ลี้ภัยกลุ่มเล็กๆนั่งอยู่ ก็ไปสอบถามคุยกันก็พบว่าเป็นกลุ่มกะเหรี่ยงจากค่ายแม่หละกำลังรอจะบินไปที่มินเนโซต้า ประเทศอเมริกา ภาพที่น่าเวทนาคือ ออกจาก สนามบิน JFK ที่นิวยอร์กมาสองวันแล้ว สวมแต่ผ้าถุงเก่าๆ พอกลับมาผมได้สอบถามปลัดซึ่งเป็นหัวหน้าดูแลศูนย์ฯว่า สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติแจกเสื้อผ้าให้หรือไม่ ได้ความว่า แจกรองเท้าผ้าใบคนละ 1 คู่ เท่านั้น เมื่อไปถึง ในช่วง 6 เดือนแรก ทางการจัดที่อยู่อาศัยให้ มีคูปองอาหารให้ มีงานให้ทำเป็นงานภาคเกษตรและงานในร้านแมคโดนัลด์ แต่หลังจากนั้นต้องเลี้ยงตนเอง หากหางานใหม่ที่ดีกว่าที่ทำอยู่ได้ก็ไป หากไม่ได้ก็ทำงานเดิมอยู่ต่อ ที่เห็นโดยรวมก็น่าสงสารมาก”
Q: จริงๆแล้ว คนเหล่านี้อยากไปตั้งถิ่นฐานหรืออยากอยู่ที่ไหน?
A: “จากคำกล่าวของอลิซาเบธ ( เจ้าหน้าที่สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ)ในการประชุมทูตอียู ระหว่างที่มีการประชุมหารือได้ตอบฑูตที่ถามว่าคนพวกนี้อยากไปอยู่ที่ไหน อลิซาเบธได้ตอบว่า80% อยากกลับประเทศพม่า”
Q: นายอำเภอคิดอย่างไรกับการให้ผู้ลี้ภัยได้ออกมาทำงาน?
A: “ในส่วนตัวของผมเองก็คิดว่าดีที่จะให้พวกเขาได้ออกไปทำงานเสียที เพราะคนเหล่านี้มีขีดความสามารถแถบทุกเรื่องแต่สำคัญที่ระบบการควบคุม ต้องจัดระบบให้ดี”
Q: ท่านคิดว่าอย่างไรกับการเอาผู้ลี้ภัยออกมาทำงานว่าเป็นปัญหาความมั่นคง?
A: “(ยิ้ม) ผมคิดว่าการให้พวกเขาอยู่ในค่ายอย่างนี้ จะทำให้ไม่มั่นคงมากกว่า”
2. รายนามผู้ลงนามสนับสนุนถ้อยแถลงเรียกร้องให้ยุติการกักเก็บผู้ลี้ภัยประจำเดือนกันยายน
องค์การยูเอสซีอาร์ไอ ได้รับการสนับสนุนจากองค์กรและผู้มีชื่อเสียงทั่วโลก ท่านเหล่านั้นเห็นด้วยว่าเป็นการสูญเปล่าที่เราเก็บกักผู้ลี้ภัยไว้ในค่ายโดยไม่ได้ให้โอกาสในการทำงาน การให้โอกาสผู้ลี้ภัยได้ทำงานจะเป็นผลดีต่อผู้ลี้ภัย และประเทศไทยที่ยังขาดแคลนแรงงาน ในประเทศไทย บุคคลและองค์กรที่ให้การสนับสนุนเพิ่มเติมประจำเดือนตุลาคม มีรายนามดังต่อไปนี้
• ชมรมผู้เลี้ยงกุ้งคุณภาพสมุทรสาคร
• ชมรมผู้เลี้ยงกุ้งมาตรฐานจังหวัดฉะเชิงเทรา
• ชมรมผู้เลี้ยงกุ้งทะเลอำเภอบางคล้าตอนล่าง
• พระครูสากิจจานุรักษ์ เจ้าอาวาสวัดเวฬุวัน ตำบลแม่ปะ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก
• บริษัทพรอพเพอร์ตี้ แคร์ เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด